ReadyPlanet.com
dot dot
dot
วัดตระพังทอง
dot
bulletประวัติวัด ฉบับสืบค้น
bulletตำนานอุโบสถวัดตระพังทอง
bulletแผนผังการเดินทางมาวัด
bulletสิ่งสักการะบูชา
bulletพระร่วง ขอมดำดิน
bulletมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการตาย
bulletเบญจศีล เบญจธรรม
dot
ตำนานพระร่วง
dot
bulletข้าวตอกพระร่วง
bulletพระร่วงหลังรางปืน
bulletสุภาษิตพระร่วง
bulletทำนบพระร่วง
dot
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
dot
bulletวันวิสาขบูชา
bulletวันมาฆบูชา
bulletวันอาสาฬหบูชา
bulletวันเข้าพรรษา
bulletวันออกพรรษา
bulletวันอัฏฐมีบูชา
bulletวันพระ-วันโกน
dot
ทศชาติชาดก
dot
bulletพระเตมีย์ชาดก
bulletพระมหาชนกชาดก
bulletพระสุวรรณสามชาดก
bulletพระเนมิราชชาดก
bulletพระมโหสถบัณฑิตชาดก
bulletพระภูริทัตต์ชาดก
bulletพระจันทกุมารชาดก
bulletพระนารทดาบสชาดก
bulletพระวิทูรบัณฑิตชาดก
bulletพระเวสสันดรชาดก
dot
หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล(อปต.)
dot
bulletแนะนำหน่วย อ.ป.ต.
bulletระเบียบมหาเถรสมาคม
dot
เทศกาลงานประเพณี
dot
bulletตรุษสามสงกรานต์สี่
dot
ติดต่อสอบถาม

dot
bulletโรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดคระพังทอง
bulletประวัติศาสตร์ชุมชนเมืองเก่าเมื่อ๑๐๐ ปี




บาลีคืออะไร ? article

 

บาลีคืออะไร ?
                                                                                                    
 ในฐานะเป็นชื่อของภาษา ในบาลี คำว่า ปาลิภาสา เป็นคำย่อ๑ หมายถึง   “ภาษาของคัมภีร์”   คำแปลเต็มรูปของคำว่าบาลี คงเป็น   “คัมภีร์สำหรับสาธยาย”   คัมภีร์ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้    คือคัมภีร์ทางพระพุทธ-ศาสนายุคแรก ๆ ซึ่งได้รับการรักษาสืบ ๆ กันมาเป็นพิเศษโดยชาวพุทธฝ่ายเถรวาท     ในรูปแบบการสืบทอดต่อ ๆ กันมานั่นเอง    คัมภีร์เหล่านั้นได้อ้างกันว่าเป็นพระไตรปิฎก     ซึ่งตามพยัญชนะแปลว่า   “สิ่งที่มีอยู่ในตระกร้า ๓ ใบ”   และได้รับการยอมรับว่าเป็น  “พระพุทธวจนะ”   โดยปกติ คำว่า พระไตรปิฎก  เรียกกันในภาษาอังกฤษ ว่า “The Pali Canon”
                เพราะฉะนั้น คำตอบอันดับแรกที่ยังมีเงื่อนไขอยู่สำหรับคำถามในเบื้องต้น ก็คือ      บาลีนั้นเป็นภาษาของคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในยุคแรก ๆ   ตามที่รักษาสืบทอดต่อ ๆ กันมาแบบชาวพุทธ    (ที่รักษาไว้ตามต้นฉบับเดิม, แต่มิใช่คงที่)     อย่างหนึ่ง     เราจะพยายามให้คำตอบนั้น  อันดับแรกจะให้คำตอบให้เป็นแหล่งความรู้    แล้วขยายให้กว้างขวางขึ้น  ขอให้เราสรุปทันทีว่าเราจะขยายคำตอบอย่างไร        บาลีไม่ใช่ภาษาที่มีขอบเขตจำกัดอยู่เพียงภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระบาลีเลย    ชาวพุทธฝ่ายเถรวาทใช้บาลีสืบต่อกันมา ทั้งในอรรถ-กถาทั้งหลาย งานวรรณนาอื่น ๆ พงศาวดารทั้งหลาย    และงานทางวรรณกรรมอื่น ๆ    ในโอกาสที่เหมาะสม งานทั้งหมดไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างใกล้เคียงกับคัมภีร์ในยุคต้น ๆ      บาลีได้ใช้เป็นภาษาพูด และเป็นอุปกรณ์ของการสื่อสารระหว่างนักปราชญ์ชาวพุทธเหมือนกัน         จะอย่างไรก็ตาม ใคร ๆ สามารถจะกล่าวได้อย่างปลอดภัยว่าด้วยข้อยกเว้นที่ไม่สำคัญ     และบางทีไม่ใช่ของแท้ ชาวพุทธฝ่ายเถรวาทเท่านั้นใช้ภาษาบาลี และคัมภีร์ส่วนมากที่เขียนเป็นภาษาบาลี    มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรูปแบบการสืบทอดต่อ ๆ     กันมาทางศาสนาที่กล่าวแล้วนั้น
เพื่อที่จะอธิบายคำตอบที่มีเงื่อนไขให้เป็นคำตอบที่ให้ข้อมูลความรู้มากขึ้น จะต้องถามว่าบาลีเป็นภาษาของถิ่นใด ?คำถามนี้ต้องการคำตอบ ๒ ประเภท คือ
(๑)             คำตอบที่ได้รับจากรูปแบบของภาษาบาลีสืบทอดต่อ ๆ กันมา
(๒)          คำตอบที่ได้รับจากนักนิรุกติศาสตร์ยุคใหม่ จากรูปแบบของภาษาบาลีที่สืบทอดต่อ ๆ     กันมา
ภาษาบาลีเคยเป็นที่รู้จักกันว่า “มาคธี” คือภาษาของแคว้นมคธ  คำว่า   มคธ   เป็นชื่อโบราณใช้เรียกพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ไม่มีเขตแดนที่แน่นอน และในสมัยต่าง ๆ  บ่งถึงพื้นที่ที่มีขอบเขตต่าง ๆ กัน แต่เป็นไปได้อย่างมากที่ มคธ อาจเป็นรัฐพิหารในปัจจุบัน เมืองหลวงของรัฐพิหารทุกวันนี้คือปัตนะ และนั่นก็คือเมืองเดียวกับเมืองปาฏลิบุตรซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเมารยะ        (ปลาย ศตวรรษที่ ๔ –๓  ก่อน-คริสตศักราช)   กษัตริย์องค์ที่  ๓    ของจักรวรรดินั้นคือพระเจ้าอโศก       (ประมาณ ๒๖๙-๒๓๑ ปี ?) ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมาก       และทรงอุปถัมภ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา    พระพุทธเจ้าทรงใช้พระชนมชีพส่วนใหญ่ของพระองค์ในแคว้นมคธและแคว้นใกล้เคียง    ภาษาบาลีได้รับขนานนามว่า “มาคธี” เพราะความเชื่อที่ว่า   บาลีเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัส ดังนั้นบาลีจึงเป็นภาษาที่ใช้พูดกันรอบข้างพระองค์ ๑ พระอรรถกถาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ คือ พระพุทธโฆษาจารย์ (คริสตศตวรรษที่ ๕) ได้เขียนไว้ว่า ถ้าเด็ก(ในมคธ) ไม่ได้ยินภาษาอื่นใด เด็กก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อม ๆ กับพูดภาษามาคธี (ภาษาบาลีของเรา) ได้          และว่ามีภาษารากฐาน๒  (ซึ่งทำให้ ภาษาอื่น ๆ เกิดขึ้น) แต่ไม่มีหลักฐานสำหรับความเชื่อเช่นนั้นในคัมภีร์ยุคเก่า ในทางที่ตรงกันข้าม   มีเหตุผลดีพอที่จะคิดว่า      พระพุทธเจ้าทรงยอมรับรูปแบบตามธรรมชาติของภาษาที่ตรัส  อย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นไม่ใช่ภาษาบาลี แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับภาษาบาลีที่เราพอจะเห็นได้ก็ตาม
นักนิรุกติศาสตร์สมัยใหม่จัดแบ่งประเภทของภาษาว่าบาลีเป็นรูปลักษณ์หนึ่งของภาษาอินโด-อารยันสมัยกลาง ที่อินเดียสืบทอดกันมา ภาษากลุ่มนี้ เรียกกันว่าภาษาปรากฤต คำ “บาลี” และ “ปรากฤต” ทั้ง ๒ คำนี้ อธิบายเรื่องภาษาต่าง ๆ ที่มาจากภาษาสันสกฤตโดยตรง ซึ่งนักนิรุกติศาสตร์ทั้งหลายเรียกว่า ภาษาอินโด-อารยันโบราณ บางท่านแบ่งภาษาอินโด-อารยันโบราณออกเป็น ๒ ประเภท คือ ภาษาสันสกฤตมาตรฐาน ซึ่งนักไวยากรณ์นามว่า ปาณินิ (ประมาณศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสตศักราช) ได้ประมวลขึ้น และ   ภาษาสันสกฤตก่อนมาตรฐาน      ซึ่งได้แก่สันสกฤตในคัมภีร์พระเวท ภาษาสันสกฤตเป็นสาขาหนึ่งของภาษาอินโด-อิรา-เนียน และในทางกลับกัน ภาษาอินโด-อิราเนียน ก็เป็นภาษาอินโด-ยุโรเปียนสาขาหนึ่ง    ภาษาอินโด-ยุโรเปียนเป็นโครงสร้างใหม่ทางทฤษฎี   โดยนักภาษาศาสตร์สมัยใหม่ภาษาหนึ่ง (รวมทั้งภาษาถิ่นหลายภาษา) ซึ่งประชา-ชนผู้ก่อตัวขึ้น ณ แห่งใดแห่งหนึ่งใกล้ทะเลดำ และเดินทางผ่านพื้นที่ที่กว้างขวาง ๑   ใช้พูดกันมากว่า ๓,๐๐๐ ปีแล้ว ภาษาอินโด-ยุโรเปียน     ซึ่งไม่มีการบันทึกโดยตรงเหลืออยู่นั้นเป็นต้นสกุลของภาษาสมัยใหม่จำนวนมาก ตั้งแต่ภาษาสิงหลและภาษาเบงคอลี       ในตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงภาษาอังกฤษและภาษาเซลติกในทางตะวันตกเฉียงเหนือ และของภาษาจำนวนมากซึ่งปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว  มีผู้เข้าใจผิดซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปถึงขนาดว่า สันสกฤตเป็นภาษาอินโด-ยุโรเปียนที่เก่าแก่ที่สุด  เป็นความจริงที่ว่า หลักฐานทางภาษาสันสกฤต เป็นหลักฐานที่เก่ากว่าภาษาอินโด-ยุโรเปียนส่วนมาก         (มิใช่ทั้งหมด)   แต่ข้อนั้นมิได้หมายความว่า ภาษาสันสกฤตเก่ากว่าภาษาอื่น ๆ ซึ่งมีหลักฐาน ปรากฏมีในภายหลัง นอกจากนี้เราจะต้องแบ่งแยกระหว่าง    หลักฐาน ๒ อย่าง คือ ภาษามุขปาฐะ กับภาษาเขียน มีข้อโต้แย้งที่น่าสรรเสริญว่า คัมภีร์สันสกฤตที่เก่าที่สุด ได้แก่ ฤคเวท มีอายุย้อนหลังไปถึงช่วงหลัง ๑,๐๐๐ ปีแรกก่อน ค.ศ.    (ไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาแน่นอนได้)  แต่มิได้จดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลามากกว่า ๓,๐๐๐ ปี     หลักฐานที่บันทึกยุคต้นสำหรับงานเขียนในอินเดีย คือ จารึกพระราชโองการของพระเจ้าอโศก       ภาษาเขียน บางทีใช้กันทางทิศตะวันตกเฉียง เหนือไกลของอินเดีย (ปากีสถาน/อัพกานิสถาน ปัจจุบัน) ในยุคต้น ๆ     โดยใช้ตัวอักษรซึ่งสูญหายไปอย่างรวดเร็วและไม่เหลือผู้สืบทอดไว้เลย นอกจากประวัติทางวัฒนธรรมทั่วๆไปของอินเดีย ซึ่งจัดเป็นช่องว่าง  จารึกของพระเจ้าอโศกเป็นภาษาปรากฤต มิใช่ภาษาสันสกฤต มีเหตุผลที่ดีที่จะคิดไปว่า        คัมภีร์ทั้งหลายทั้งในภาษาสันสกฤตและภาษาปรากฤต เริ่มใช้บันทึกกันในศตวรรษที่ ๒ ก่อนคริสตศักราช    ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรงของคัมภีร์ที่เขียนในยุคนั้นเหลืออยู่ก็ตาม
ความแตกต่างระหว่างประเภทของหลักฐานซึ่งหาได้นี้ มีความสำคัญสำหรับความคิดที่แจ่มชัดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาษาบาลี ขอให้เราทำงานย้อนหลังสู่อดีต       หลักฐานทางกายภาพส่วนมากของภาษาบาลีน่าแปลกที่พบมาไม่นานนี่เอง เอกสารตัวเขียนภาษาบาลีที่เหลืออยู่ในศรีลังกาและพม่า    ได้รับการคัดลอกไว้ในศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ เอกสารตัวเขียนมากมายในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่ง  Prof. Von Hinuber นำมาแสดงให้รู้จักกันทั่วไป มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ เฉพาะฉบับตัวเขียนในที่อื่น ๆ  จำนวนน้อยเท่านั้นที่รู้จักกันว่า มีอายุเก่ากว่าฉบับทางภาคเหนือของประเทศไทย    นักไวยากรณ์ทั้งหลาย ซึ่งสร้างไวยากรณ์     และฉันท-ลักษณ์ภาษาบาลีเป็นระบบในพม่าในศตวรรษที่ ๑๒ พยายามใช้อิทธิพลอย่างมากที่อธิบายว่า ภาษาเขียนในที่อื่นก็มี ความเป็นมาเช่นเดียวกัน     อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เฉพาะเอกสารตัวเขียนภาษาบาลีที่มีมาก่อนนักไวยากรณ์เหล่านั้น     ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าภาษาใดภาษาหนึ่งซึ่งเป็นภาษาเดียวกับภาษาที่สงวนรักษาไว้ในเอกสารตัวเขียนยุคหลังในทุกแง่มุมพยานหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดนี้      ประกอบไปด้วยเอกสารตัวเขียนคัมภีร์-หลัก ฉบับหนึ่งซึ่งมี ๔ ใบ เอกสารชิ้นนี้อยู่ในเมืองกาฐมัณฑุ  และมีอายุประมาณคริสตศักราช ๘๐๐ ตามหลักฐานอักขรวิธีโบราณ ดูเหมือนว่าได้รับการคัดลอกมาจากต้นฉบับดั้งเดิมทางอินเดียตอนเหนือซึ่งมีอายุเก่ากว่านั้น ๑๐๐ ปีการที่เราพิจารณาเอกสารตัวเขียนของกาฐมัณฑุว่าเป็นหลักฐานของภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุดที่เหลืออยู่หรือไม่ เป็นเรื่องของคำจำกัดความในระดับหนึ่ง เท่านั้น (ในเอกสารดังกล่าว) มีตราเก่า ๆ โดยมีสูตรภาษาบาลีจารึกลงบนตราเหล่านั้นซึ่งมีคำ ๒-๓ คำเท่านั้นและมีจารึก ๒ หลักที่พบในอินเดีย ซึ่งมีอายุถึงศตวรรษที่ ๕ หรือใกล้เคียง มีข้อความในคัมภีร์หลักอยู่หลายบรรทัด     ข้อความเหล่านั้นเป็นภาษาถิ่นของอินโด-อารยันสมัยกลางภาษาหนึ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาบาลีมาก แต่มีความแตกต่างทางการออกเสียงบางแห่ง      ด้วยเหตุนี้ Prof. von Hinuber จึงเรียกข้อความเหล่านั้นว่า “บาลีภาคพื้นทวีป”
ซึ่งไม่ได้นำมาพิจารณาในหนังสือนี้
                ๑ ตามพงศาวดารฝ่ายเถรวาท ระบุว่า     มีการจารึกคัมภีร์ภาษาบาลีเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกที่วัดแห่งหนึ่งในภาคกลางของศรีลังกา ในคริสตศตวรรษที่ ๑ ในรัชกาลของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย ๒   น่าเสียดายที่มีทฤษฎีเกี่ยวกับพงศาวดารของศรีลังกาในยุคนี้    ๒ ทฤษฎี ถ้าเราถือตาม Geiger๓  รัชกาลของพระเจ้าวัฏฏคา-มณีอภัย อยู่ในช่วง ๒๙-๑๗ ก่อนคริสตศักราช ถ้าถือตาม  Mendis๔ รัชกาลของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยตกอยู่ในช่วง ๖๐ ปีก่อนหน้านั้น พอมีเหตุผลที่จะสันนิษฐานได้ว่า  คัมภีร์บางเล่มอาจจะจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนหน้านั้นในอินเดียหรือศรีลังกา แต่จารึกเป็นภาษาอะไรเราไม่รู้       วิธีการจารึกคัมภีร์จะต้องทำเนื้อความของคัมภีร์ให้คงเดิม ถึงแม้จะมีข้อมูลคัมภีร์ที่พิเศษ ๒-๓ เล่ม     จะต้องนำมาพิจารณาว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนา (คือเป็นส่วนของพระไตรปิฎก) หรือไม่นั้น เป็นเรื่องซึ่งยังไม่ลงตัวแน่นอนจนกระทั่งปัจจุบัน
การจารึกคัมภีร์มิได้ยืนยันเรื่องการสื่อสารที่สมบูรณ์มากกว่าความจริงที่ว่า     ต้นฉบับตัวจริงได้รับการรักษาเอาไว้ทุกครั้งที่คัมภีร์ถูกคัดลอก เพื่อมิให้มีความผิดผลาดเกิดขึ้น    อรรถกถาพระไตรปิฎก  ซึ่งส่วนมากระบุว่าเป็นของพระพุทธโฆษาจารย์ แม้ท่านจะเก็บข้อมูลเก่า ๆ เป็นส่วนมากไว้ก็ตาม      แต่ได้บันทึกคำอ่านจำนวนน้อยที่แตกต่างออกไป และละเลยความผิดพลาดอื่น ๆ ในคัมภีร์ (อย่างที่ปรากฏชัดแก่เรา)   โดยไม่เอ่ยถึง แต่กระนั้นความผิดพลาดเหล่านั้น  ก็มีผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้นต่อคัมภีร์ทั้งหมด ความผิดพลาดเหล่านั้นมีขอบเขตจำกัดมากเกินไปที่จะทำให้ทัศนะเกี่ยวกับอักษรของภาษาทั้งหมดไม่กระจ่าง    โดยทั่ว ๆ ไป    อาจสันนิษฐานอย่างปลอดภัยว่า       ภาษานั้นเป็นภาษาบาลี         อย่างที่เรารู้จักกันมาอย่างมากและที่พรรณไว้ในหนังสือเล่มนี้
ดังนั้น ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรมีความสัมพันธ์กับภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เทศนาอย่างไร ?         เรื่องนี้เป็นหัวเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันในระดับผู้มีความรู้อย่างมาก แต่ในที่นี้ ไม่จำต้องกล่าวย้ำข้อถกเถียงนั้น และเราจะไม่พูดถึงรายละเอียด   เพราะอาจไม่เข้าใจหัวข้อที่สำคัญ เรารู้มาว่าพระพุทธเจ้าตรัสภาษาปรากฤตซึ่งเป็นรูปลักษณ์แบบหนึ่ง (และหลายรูปลักษณ์ ในขณะที่พระองค์เสด็จไป) พระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ในศตวรรษที่ ๕ ก่อนคริสตศักราช๑ ดังนั้น     ภาษาสันสกฤตซึ่งสัมพันธ์กันอย่างมากกับพระดำรัสของพระองค์นั้น จึงเป็นภาษาสันสกฤตแบบก่อนมาตรฐาน๒,   เรารู้มาว่า พระองค์ทรงอนุญาตให้สาวกทั้งหลายของพระองค์แปลสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้เป็นภาษาถิ่นของตน (ซึ่งตรงกันข้ามกับคัมภีร์พระเวท ซึ่งมีเสียงศักดิ์สิทธิ์) เรารู้มาว่า  คัมภีร์ทั้งหลาย ซึ่งบรรจุพระดำรัสของพระ-องค์เป็นรูปแบบขึ้นนั้นโดยพระภิกษุและภิกษุณีได้อนุรักษ์ไว้ด้วยมุขปาฐะ สืบต่อกันมาหลายยุค   มีหลักฐานเหมือนกันว่า มีช่องว่างในเรื่องเวลาเกือบ ๔๐๐ ปี ระหว่างการปรินิพพานของพระพุทธเจ้ากับการจารึกคัมภีร์ภาษาบาลี เหมือนกับมีระยะทางไกลถึง ๑,๕๐๐ ไมล์  ระหว่างพื้นที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ กับศรีลังกาภาคกลาง ในขณะที่พระพุทธศาสนาและคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเจริญมานาน และแผ่ไปในด้านภูมิภาคต่าง ๆ นั้น ภาษาถิ่นที่ใช้จะต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก         ก่อนที่คัมภีร์ทั้งหลายจะได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร     ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า ภาษาถิ่นของคัมภีร์ทั้งหลายจะมีความสมบูรณ์ หรือถึงแม้ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นทั้งหลายจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน      ก็จะต้องเป็นเรื่องการสวดออกเสียงให้ปรากฏ เช่น “การออกเสียงของท้องถิ่น” และในแนวยึดท้ายที่สุด ภาษาบาลีมีการจัดระบบการออกเสียงโดยการสร้างการสะกดตัวอักษรซึ่งนักเขียน คัมภีร์เลือกนำเอาไปใช้เป็นอันดับแรก
ระบบเสียงภาษาบาลีมีความไม่แน่นอน ซึ่งเรื่องนี้จะไม่มีในการถ่ายถอดเสียงของภาษาพูดจริงๆในระดับนักปราชญ์สมัยใหม่เลย สำหรับความไม่แน่นอนเหล่านี้ ดูเหมือนมีเหตุผลสำคัญอยู่ ๒ อย่าง อันดับแรก  คำบางคำ และแม้การแจกรูปทางไวยากรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ      แสดงร่องรอยของภาษาถิ่นจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (มคธ) ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เหลือของสัทศาสตร์ภาษาบาลี สิ่งเหล่านี้บางทีอาจเป็นตัวแทของการพยายามที่จะรักษาลักษณะบางอย่างของพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และหรือของพระสาวกยุคต้น ๆ ของพระองค์ไว้  รูปคำเหล่านี้ กับสัทศาสตร์ “แช่เย็น” ส่วนมากเป็นตัวแทนศัพท์เฉพาะทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งบางทีใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำสำหรับรูปแบบของเถรวาท        ความไม่สอดคล้องกันที่สำคัญอย่างอื่นจะต้องเนื่องมาจากแบบการสะกดตัวอักษร ในระหว่างศตวรรษต้น ๆ ของพระพุทธศาสนา    พราหมณ์ทั้งหลายถก-เถียงกันอย่างเหน็ดเหนื่อยและจัดประเภทระบบเสียงภาษาสันสกฤต ภาษาถิ่นปรากฤต     สามารถเป็นรูปร่างหรือคิดกันขึ้นได้ก็ด้วยเงื่อนไขด้านคุณค่าทางเสียงของภาษาสันสกฤตนั่นเอง    คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนายุคต้น ๆ (คือ ก่อนคริสตศักราช) ทั้งหมด อยู่ในรูปของภาษาปรากฤต  และเมื่อคัมภีร์ทั้งหลายถูกบันทึกไว้ อย่างที่พวกเราสามารถเห็นได้มิใช่ในกรณีของภาษาบาลีเท่านั้น     แต่ในสิ่งที่เรียกว่าภาษาสันสกฤตผสมทางพระ-พุทธศาสนาด้วย มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนย้ายถ้อยคำทั้งหลายไปสู่การสะกดตัวแบบภาษาสันสกฤต  แน่ละ ตามที่เราจะกล่าวซ้ำข้างล่าง นี้คือแนวโน้มที่เกิดบ่อย ๆ ในประวัติศาสตร์ของภาษาบาลี    จะเข้าใจข้อนี้ได้ง่าย  ถ้าเราคิดถึงความคล้ายคลึงกัน  เมื่อนักเขียนนวนิยายหรือนักเขียนบทละครสมัยใหม่      ต้องการจะบันทึกคำพูดของตัวละคร ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษท้องถิ่น เขาย่อมไม่อธิบายถึงการออกเสียงทางสัทศาสตร์ที่สมบูรณ์ของภาษาท้องถิ่นนั้น ซึ่งแทบจะไม่มีผู้อ่านคนใดเข้าใจได้     แต่เขาจะยอมตามการสะกดตัวของภาษาอังกฤษมาตรฐาน เรื่องนี้ทำให้ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างมากว่า เราจะสามารถจับความจริงทางการออกเสียงเต็มที่ของภาษา     ซึ่งชาวพุทธสวดกันมาก่อนที่คัมภีร์ของชาวพุทธได้ถูกบันทึกไว้ อนึ่ง เราสามารถแน่ใจ
ได้จริงๆว่าสิ่งที่เขียนไว้นั้นค่อยๆก่อให้เกิดอิทธิพลเหนือคำที่เราออกเสียง
ดังนั้นเรากลับมาสู่คำถามเบื้องต้นที่ว่า       บาลีคืออะไร ?    เราสามารถให้ข้อความที่ให้ความรู้มากขึ้นสำหรับคำตอบเริ่มแรกของเรา และสามารถพูดได้ว่า      ภาษาบาลีเป็นภาษาปรากฤต (หรืออินโด-อารยันสมัยกลาง ซึ่งเหมือนกัน) แบบหนึ่งซึ่งใช้ในการจารึกคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นครั้งแรก    ซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในศรีลังกา ในศตวรรษที่๑ก่อนคริสตศักราช
อย่างไรก็ตาม เราได้ชี้แนะไว้แล้วว่า คำตอบนี้ไม่สมบูรณ์ ภาษาหนึ่ง ๆ ไม่สามารถลดตัวเองมาเป็นตัวอย่าง ในเอกสารยุคต้น ๆ หรือเอกสารที่สำคัญ แม้ในกรณีของภาษาบาลี ชื่อของภาษาบาลี ดูเหมือนให้นัยเช่นนั้น เราได้กล่าวมาแล้วว่า ภาษาบาลีไม่มีขอบเขตจำกัดอยู่เพียงภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระบาลีเท่านั้น   ภาษาบาลีได้พัฒนาไปเรื่อย ๆ
รูปแบบที่สืบทอดต่อ ๆ มาโดยชาวพุทธฝ่ายเถรวาท  ซึ่งได้แก่ยานพาหนะทางสังคมของภาษาบาลี เท่าที่เรารู้กันโดยแท้จริง      ถูกจำกัดอยู่ที่ศรีลังกาและอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเวลามากกว่า ๑,๐๐๐ ปี     ในศตวรรษที่ ๑๑ ภาษาบาลีแผ่ไปถึงพม่า   และต่อจากนั้นในระหว่าง ๓ ศตวรรษต่อมา       แผ่ไปถึงส่วนที่เหลือจำนวนมากของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในแต่ละประเทศ ภาษาบาลีค่อนข้างจะได้รับอิทธิพลจากภาษาสำคัญที่ใช้กันอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ยกตัวอย่าง ภาษาบาลีที่เขียนขึ้นในลังกาและดินแดนที่สำคัญใกล้ ๆ ของอินเดีย    ย่อมแสดงร่องรอยของอิทธิพลภาษาสิงหลและภาษาดราวิเดียน       ในกัมพูชา (ที่ภาษาบาลีรุ่นแรกปรากฏในจารึกซึ่งมีอายุในปี ๑๓๐๘-๙) อิทธิพลท้องถิ่นมีมากขนาดที่ว่าภาษาผสมผสานไดพัฒนาขึ้นมา  คือการผสมระหว่างภาษาบาลี กับภาษาเขมร (มิได้นำมากล่าวในหนังสือนี้) แต่สิ่งนั้นดูเหมือนเป็นข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลที่สำคัญในการพัฒนาของภาษาบาลีมีสืบต่อมาเป็นภาษาสันสกฤต ตามที่มีมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ของภาษาบาลี จารึกและเอกสารตัวเขียนที่กาฐมัณฑุ       ซึ่งอ้างข้างบนนี้แสดงตัวอย่างไว้ มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่การสะกดตัวภาษาสันสกฤต หรืออย่างน้อย ก็มาสู่สัทศาสตร์ภาษาสันสกฤต ความแตกต่างนี้หมายถึงอะไร ? ขอให้เราพิจารณาข้อเปรียบเทียบในภาษาอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง    ภาษาถิ่นในภาษาอังกฤษบางเหล่า (คือ ค็อกนี) ไม่มีอักษรนำ h คนเขียนผู้ปรารถนาที่จะแก้ภาษาค็อกนีให้ถูกต้อง   อาจสร้างระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษมาตรฐานขึ้นมาใหม่     โดยการใส่อักษรนำ h แต่เขาอาจไม่ต้องสร้างระบบการสะกดตัวภาษาอังกฤษขึ้นมาใหม่ ถ้าเขาใส่อักษรนำ h ในที่ที่ไม่มี h เช่น “I ham happy to see you : ข้าพเจ้าดีใจที่พบคุณ” ตัวอย่างเช่น นักไวยากรณ์พม่าในศตวรรษที่ ๑๒ ได้แสดงความสามารถในการเปรียบเทียบภาษาพม่ากับภาษาบาลีเป็นต้น
                โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหนังสือสังเขปที่ยิ่งใหญ่ของคำสอนเถรวาท คือ วิสุทธิมรรค  พระพุทธโฆษาจารย์ ได้แต่งเป็นภาษาบาลี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาษาสันสกฤตมาตรฐานทั้งในด้านวากยสัมพันธ์และท่วงทำนองการเขียน เพราะความคงแก่เรียนของนักไวยากรณ์ชาวพม่า วรรณกรรมแบบต่าง ๆ ทั้งหลายแต่งเป็นภาษาบาลีซึ่งโดยแท้จริงแล้ว คัดลอกโดยการทำสำเนาตามแบบภาษาสันสกฤต ลักษณะพิเศษของระบบคำภาษาบาลี และอภิธานยุคแรกของภาษาบาลีได้รับการรักษาไว้ แต่เรื่องพจนานุกรมภาษาสันสกฤตบางอย่าง สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาบาลีได้โดยการใช้กฏทางเสียงเข้าช่วย และประโยคภาษาสันสกฤต ก็สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาบาลีได้ในทำนองเดียวกัน   โดยไม่ต้องคำนึงถึงถึงลักษณะที่แตกต่างของสำนวนและรูปแบบภาษาบาลียุคดั้งเดิม ในความหมายนี้ การใช้ภาษาบาลีได้กลายเป็นภาษาบาลีเทียมไป ถึงแม้สามารถใช้เป็นสื่อกลางขอการสื่อสารระหว่างภิกษุทั้งหลายผู้มีภาษาแม่แตกต่างกันก็ตาม
นักพจนานุกรมมีความโน้มเอียงที่จะละเลยประเด็นล่าสุดนี้ของภาษาบาลีและสิ่งนั้นมิใช่ไม่มีเหตุผลเพราะว่าในทฤษฎีแล้ว เรื่องอะไร ๆ ในพจนานุกรมภาษาสันสกฤต สามารถแสดงออกมาเป็นภาษาบาลีได้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมาย ดังนั้น เพื่อจุดประสงค์ทางปฏิบัติในการอธิบายภาษา การพัฒนาภาษาบาลีโดยทั่วไป ถือกันว่าสิ้นสุดลงด้วยนักไวยากรณ์ชาวพม่า
                เพราะฉะนั้น เราควรตอบคำถามในตอนต้นให้สมบูรณ์โดยกล่าวว่า ภาษาบาลีได้รับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนามาหลายศตวรรษ อย่างน้อยที่สุดในระบบคำ(การแจกรูปทางไวยากรณ์) แต่ปรากฏอย่างชัดแจ้งมากในสัทศาสตร์ วากยสัมพันธ์ ท่วงทำนองการแต่งและอภิธาน ตามที่ von Hinuber ได้กล่าวไว้ ภาษาบาลีไม่ใช่ภาษา “ตาย” ทีเดียว เหมือนอย่างภาษาเทียมซึ่งถูกเปลี่ยน แปลงใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
--------------------------------------------------------------

หมายเหตุผู้แปล : แปลจากบทนำ : บาลีคืออะไร ? (Introduction : what is Pali ?) ในหนังสือ A Pali Grammar by Wilhelm Geiger, translated into English by Batakrishna Ghosh, revited and edited by K.R. Norman, The Pali Text Society. Oxford pp.23-29, London, 1994. ผู้แปลขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร ที่ช่วยขัดเกลาและแก้ไขสำนวนแปลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
------------------------------------------



บาลีศึกษา

ตัทธิต
สมาส article
กิตก์ article
อาขยาต article
อัพยยศัพท์ article
สัพพนาม article
นาม article
สนธิ article
สมัญญาภิธาน article



มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการะแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข