ReadyPlanet.com
dot
dot
วัดตระพังทอง
dot
bulletประวัติวัด ฉบับสืบค้น
bulletตำนานอุโบสถวัดตระพังทอง
bulletรอยพระพุทธบาท
bulletสิ่งสักการะบูชา
bulletพระร่วง ขอมดำดิน
bulletมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการตาย
bulletเบญจศีล เบญจธรรม
bulletประวัติศาสตร์ชุมชนเมืองเก่าเมื่อ ๑๐๐ ปี
dot
ข้อมูลอาคารสถานที่
dot
bulletศาลาพิบูลวราศรัย
bulletศาลาพระร่วง-ขอมดำดิน
bulletศาลากสิกร
bulletอุโบสถเกาะกลางน้ำ
bulletศาลาวิมลประชาสรรค์
bulletเมรุ
dot
ตำนานพระร่วง
dot
bulletข้าวตอกพระร่วง
bulletพระร่วงหลังรางปืน
bulletสุภาษิตพระร่วง
bulletทำนบพระร่วง
dot
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
dot
bulletวันวิสาขบูชา
bulletวันมาฆบูชา
bulletวันอาสาฬหบูชา
bulletวันเข้าพรรษา
bulletวันออกพรรษา
bulletวันอัฏฐมีบูชา
bulletวันพระ-วันโกน
dot
ทศชาติชาดก
dot
bulletพระเตมีย์ชาดก
bulletพระมหาชนกชาดก
bulletพระสุวรรณสามชาดก
bulletพระเนมิราชชาดก
bulletพระมโหสถบัณฑิตชาดก
bulletพระภูริทัตต์ชาดก
bulletพระจันทกุมารชาดก
bulletพระนารทดาบสชาดก
bulletพระวิทูรบัณฑิตชาดก
bulletพระเวสสันดรชาดก
dot
หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล(อปต.)
dot
bulletแนะนำหน่วย อ.ป.ต.
bulletระเบียบมหาเถรสมาคม
dot
เทศกาลงานประเพณี
dot
bulletตรุษสามสงกรานต์สี่
dot
ติดต่อสอบถาม

dot
bulletโรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดคระพังทอง




ประวัติวัด ฉบับสืบค้น

  

  ประวัติวัดตระพังทอง

                
วัดตระพังทอง ตั้งอยู่บนเกาะกลางตระพังทอง หนึ่งในสี่สระ หรือตระพังน้ำขนาดใหญ่ ของเมืองสุโขทัย คือตระพังเงิน ตระพังสระศรี (ตระพังตระกวน) ตระพังสอ และตระพังทอง ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ โดยได้รับน้ำจากน้ำฝนและแหล่งเก็บน้ำ เขื่อนสรีดภงส์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้(หรดี)ของตัวเมือง กลางตระพังมีลักษณะเป็นเนินคันหรือเกาะขนาดย่อย มีอาคารพุทธศาสนสถานตั้งอยู่ทั้งสี่แห่ง ที่เกาะกลางตระพังเงินเป็นโบสถ์กลางตระพัง ที่ตระพังสระศรีมีเจดีย์วิหารและโบสถ์ ที่เกาะตระพังสอมีศาลาโถง ด้านหน้าศาลาเป็นเจดีย์ ขนาดเล็ก ๑ องค์ ด้านหลังเป็นเจดีย์ขนาดใกล้เคียงกัน ๓  องค์  ส่วนที่เกาะกลางตระพังทอง มีเจดีย์ วิหาร และโบสถ์

 น่าจะเป็นโบราณสถานสิ่งก่อสร้างที่สร้างมาพร้อมกัน แต่มีนักปราชญ์ผู้รู้ ที่พูดถึงสถานที่แห่งนี้หลายท่านหลายวาระ เช่น

 

                สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัตติวงศ์ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ เรื่อง “จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก” (โดยเทียบเคียงได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ตามหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุโขทัย (เอกสารหมายเลข ๑ หน้า ๕๐) ) ว่าเวลาบ่าย ๔ โมง ๔๕ ออกไปดูตระพังทอง ซึ่งอยู่ข้างที่พัก   ตระพังเป็นภาษาเขมร เห็นจะแปลว่าสระ ตระพังทองเป็นสระกว้างประมาณ ๔ เส้นครึ่ง สี่เหลี่ยม กลางมีเกาะกว้าง ๒ เส้น สี่เหลี่ยม ในเกาะมีวัดเรียกว่า วัดตระพังทอง มีเจดีย์ลังกาสูงประมาณ ๑๒ วา อยู่กลาง ข้างด้านหน้าตะวันขึ้น มีวิหาร ข้างด้านหลังตะวันตกมีโบสถ์ ข้างข้างทั้งด้านเหนือและใต้ มีพระเจดีย์เล็ก ๆ เรียงเป็นแถวทั้ง ๒ ด้านอย่างที่เขียนไว้ในแผนที่สุโขทัย หน้า ๘๑ นั้น สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นล้วนแต่ชำรุดพังเคทั้งนั้น แต่โบสถ์ได้มุงหลังคาแฝกไว้ ท่านพระยาจางวาง ท่านจัดการ เพราะวัดนี้ท่านใช้เป็นที่พักรักษาอุโบสถของท่าน มีกระท่อมน้อย ปลูกลงในตระพังข้างหลังเกาะหลังหนึ่งเป็นที่ท่านอยู่จำศีล และท่านได้ชักชวนพระมาอยู่ ปลูกกุฎีแฝกไว้ข้างเกาะ ด้านเหนือหลังหนึ่ง ให้พระอยู่ แต่ไม่ใคร่สำเร็จ เพราะพระที่มาอยู่ทนจู๋ไม่ไหว อยู่หน่อยแล้วก็ไป จะหาว่าหากินไม่ได้ก็ไม่เชิง เพราะบ้านคนในเมืองเก่านี้ก็มี................แต่เมื่อเวลาไปคราวนี้ พระมีอยู่ ท้องตระพังมีน้ำเฉาะแฉะ มีหญ้าและอ้ายรกๆ ต่าง ๆขึ้น น้ำใช้ไม่ได้ .........”
   

ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือเรื่อง (ตามเอกสารหมายเลข ๒ หน้า ๗๖ – ๗๗) “ สุโขทัย เมืองเก่าของเรา” รวบรวมเรียบเรียงโดย นายหวน พินธุพันธ์ กล่าวไว้ในหัวข้อ วัดในตัวเมืองสุโขทัย.....

  /พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว... 

 -๒-

             พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงตำแหน่งเป็น มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ เมืองเก่าสุโขทัย เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ (เอกสารหมายเลข ๓ หน้า คำนำ )  แล้วได้พระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ทรงกล่าวถึงวัดตระพังทองว่า “.....พอออกจากที่พักเข้าประตูเมือง ด้านตะวันออกไปได้หน่อยถึงหมู่บ้านในเมือง (ซึ่งมีอยู่ ๓ หมู่บ้านด้วยกัน) บ้านนั้นตั้งอยู่ใกล้ตระพังทอง เป็นสระน้ำใหญ่อันหนึ่งในเมืองนี้ .....ที่ตระพังทองนั้นมีวัด เรียกว่า วัดตระพังทอง มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ กลางตระพังมีเกาะ บนเกาะนั้นมีพระเจดีย์ใหญ่อยู่กลางองค์หนึ่ง มีพระเจดีย์บริวารอีก ๘ องค์ พระเจดีย์ใหญ่ยังเป็นรูปร่างอยู่ คือเป็นรูประฆัง ข้างล่างเป็นแลงข้างบนเป็นอิฐ พระเจดีย์บริวารนั้นชำรุดเสียโดยมากแล้วดูท่าทางบางทีจะเป็นวัดไม่สู้สำคัญนัก และน่าจะไม่สู้เก่านักด้วย ที่เกาะนี้พระยารณชัย ชาญยุทธ (ครุธ) เจ้าเมืองสุโขทัยเก่า ซึ่งได้ออกบรรพชาเป็นสามเณรอยู่นั้น ได้สร้างกุฏิอาศัยอยู่ และเวลาที่ได้ไปดูวัดนั้นก็ได้เห็นโบสถ์ ซึ่งสามเณรรณชัย ได้จัดการเรี่ยรายและกำลังสร้างขึ้น...(เอกสารหมายเลข ๓ หน้า ๕๔ )

   จากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และข้อเขียนของท่านผู้รู้อื่น ตามที่ยกมาอ้างอิงนั้น ทรงเชื่อและต่างมีความเห็นว่า โบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นทีหลัง ไม่เก่าถึงสมัยสุโขทัย ส่วนพระราชนิพนธ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ไม่ทรงชี้ลงไปว่า เป็นของสร้างใหม่หรือของเก่า เพียงแต่ทรงเล่าว่าข้างหลังเจดีย์ด้านทิศตะวันตกเป็นโบสถ์นั้นมุงหลังคาแฝกไว้ และว่าท่านพระยาจางวางจัดการสร้างโบสถ์ (พระยารณชัยชาญยุทธ อดีตจางวางกำกับราชการเมืองสุโขทัย เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๓๗-๒๔๔๔ ) (เอกสารหมายเลข ๔ หน้า ๑๔-๑๖)

              สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ดำรงตำแหน่งพระสังฆราช องค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ครั้งเสด็จออกตรวจการคณะสงฆ์มณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้เสด็จถึงวัดตระพังทอง ดังพระราชนิพนธ์ของพระองค์ตอนหนึ่งว่า “.....วันที่ ๙ ธันวาคม เวลาก่อนเสวยเช้า เสดจเที่ยวทอดพระเนตรภูมิลำเนาในตำบลนั้นเป็นการเงียบ เสด็จถึงวัดตระพังทอง อันตั้งอยู่ริมทางซึ่งเสดจผ่านมาเมื่อวานนี้ ฯ ในร่วมกำแพงเมืองเก่านี้ มีวัดซึ่งมีพระสงฆ์อยู่แต่วัดเดียวเท่านั้น ทราบว่ามีพระสงฆ์อยู่ ๕ รูป เปนที่ทำบุญแห่งชาวบ้านตำบลนี้แท้ๆ เสด็จไปถึงเข้าทรงพบพระรูปหนึ่งชื่อ เบี้ยว ตรัสไต่ถามทรงทราบว่า เธอเป็นพระอธิการแห่งวัดนั้นแต่มีพรรษาเดียว จึงทรงดำหริว่าในตำบลอันมีวัดมีพระสงฆ์แต่วัดเดียว แลเปนที่ทำบุญของราษฎรในตำบลนั้น แต่ไม่มีพระผู้มีพรรษาสมควรจะปกครอง เช่น วัดตระพังทองนี้เปนตัวอย่าง ควรให้กำนันและราษฎรตำบลนั้นรักษาไว้ เพราะเปนแต่ผู้อาศัยสำหรับทำบุญแห่งชาวบ้าน ข้อนี้เทียบได้ในครั้งพุทธกาล เช่น

เชตวันวิหาร ถึงคราวพระสงฆ์อยู่ก็อยู่ไป ถึงคราวพระสงฆ์จาริกไปไหนๆ เสีย พวกทายกเป็น
 
               /ผู้รักษาฯ เสด็จทอดพระเนตร…
-๓-
 ผู้รักษาฯ เสด็จทอดพระเนตรสถานที่ในวัดนั้นตามสมควรแล้ว เสด็จกลับพลับพลา มีพวกราษฎรมาคอยตักบาตรหน้าพลับพลา ทรงรับบิณฑบาตแล้ว เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา” (เอกสารหมายเลข ๕ หน้า ๑๑๘-๑๑๙)

                 นายตรี อมาตยกุล เล่าไว้ในหนังสือ “นำเที่ยวเมืองสุโขทัย” ซึ่งเขียนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ (เอกสารหมายเลข ๖ หน้า คำนำ) เขียนถึงวัดตระพังทองว่า “เมื่อผ่านกำแพงเมืองเข้าไปสักหน่อย ทานจะแลเห็นสระใหญ่ อยู่ริมถนนทางซ้ายมือ สระนี้เรียกกันว่า “ตระพังทอง” น้ำในสระสะอาดและจืดสนิทราษฎรในเมืองสุโขทัยเก่า ได้อาศัยใช้น้ำในสระนี้สำหรับบริโภค ได้ตลอดทั้งปี ในบริเวณวัดตระพังทองเป็นที่ตั้งของวัดโบราณวัดหนึ่ง ซึ่งเรียกตามนามของตระพังว่า “วัดตระพังทอง” วัดนี้เป็นวัดเดียวในเมืองสุโขทัยที่ยังไม่ร้าง คือในปัจจุบันยังมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ แต่สิ่งสำคัญภายในวัดได้ปรักหักพังลงไปมากแล้ว ยังมีของฝีมือช่างสมัยสุโขทัยเหลืออยู่ สองสามชิ้นเท่านั้น...... วัดนี้ยังมีพระอุโบสถ ๒ หลัง พระอุโบสถเก่าอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่กุฏิสงฆ์ มีพระประธานรูปปั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ได้ซ่อมกันเสียหลายครั้งหลายคราว แต่ยังพอสังเกตรูปทรงได้ว่าของเดิมเป็นฝีมือช่างสมัยสุโขทัย ส่วนพระอุโบสถใหม่นั้นอยู่ทางทิศตะวันตกพระอุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ ๔๐ ปีมานี้เอง คือพระยารณชัย ชาญยุทธ (ครุฑ) เจ้าเมืองสุโขทัย เมื่อครั้งออกบวชเป็นสามเณรและจำพรรษาอยู่วัดนี้ โดยเรี่ยรายเงินจากราษฎรสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๕๐ ”(เอกสารหมายเลข ๖ หน้า ๔๖ – ๔๗) 

                 นายมะลิ โคกสันเที๊ยะ   เล่าในหนังสือ “ นำชมโบราณวัตถุสถาน ในจังหวัดสุโขทัย”

( เอกสารหมายเลข ๗  หน้า ๒๒ – ๒๓ ) ว่า “......วัดนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีโบราณสถานอะไรน่าดูนัก นอกจากเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาองค์ขนาดย่อม ตั้งอยู่กลางสระน้ำสี่เหลี่ยมที่มีน้ำขังเต็มเปี่ยม ดังเช่น วัดตระพังเงิน สิ่งที่ท่านจะผ่านไปเสียมิได้ก็คือ รอยพระพุทธบาท อยู่ในมณฑปที่อยู่กับเจดีย์กลางเกาะ รอยพระพุทธบาทนี้เป็นศิลาสีเทาปนดำ ซึ่งพระเจ้าลิไทโปรดให้สร้างประดิษฐานไว้บนสุวรรณกุฎ หรือเขาพระบาทใหญ่ เมื่อ ปี พ.ศ. ๑๙๐๓ ภายหลัง
 
ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พระราชประสิทธิคุณ  ในขณะที่ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูวินิจฉัยพุทธบัญญัติ ได้นำรอยพระพุทธบาท ใส่เกวียนนำไปไว้ที่วัดตระพังทองกลางเกาะตามหนังสือ ‘พลิกประวัติศาสตร์สุโขไท ฉบับ ๗๐๐ ปี กำเนิดลายสือไท” (เอกสารหมายเลข ๘ หน้าที่๕๖๗-๕๗๗) บอกว่า..... “ พระพุทธบาทจำลองแผ่นนี้ ประดิษฐานอยู่เหนือจอมเขาสุมนกูฏบรรพตเมืองสุโขไท (วัดเขาพระบาทใหญ่) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๙๐๒ เป็นต้นมา........
 
/ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓…
-๔-
 
                ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาผู้หนึ่งชื่อแม่ล้วนหรือคุณนายล้วน ได้ทำการบูรณะ ก่อเสริม ทำโครงหลังคาใหม่เพราะแต่เดิมโบสถ์หลังนี้หลังคามุงแฝกไม่ถาวร ชำรุดแหว่งโหว่ไม่สะดวกในการใช้สอย เมื่อมีงานบวชหรือทำสังฆกรรมอื่นใด เจ้าของงานต้องทำหลังคาชั่วคราวเอาเองโดยใช้ใบมะพร้าว แฝก และวัสดุอื่น ๆ มุง พอคุ้มแดดกันฝนไปคราวๆ หนึ่ง เมื่อพระราชประสิทธิคุณ ได้เข้ามาดูแลบำรุงวัดนี้
แม่ล้วนซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในพระราชสิทธิคุณจึงได้เข้ามาช่วยเหลือในการฟื้นฟูวัด โดยการซ่อมแซมก่อเสริมผนังโบสถ์ เพื่อทำหลังคาถาวร มุงกระเบื้อง และก่อเสริมมุมหน้า ให้ดูสง่างามโอ่โถงขึ้น เนื้องานที่แม่ล้วนได้ทำเพิ่มเติม ยังคงมีร่องรอยให้เห็นคืองานก่อผนัง เสริมจากของเดิมสูงขึ้นไปอีกประมาณ ๑.๐๐ เมตร เพราะหลังคาจั่วต้องมีใบดั้งสูง จึงจะมีความสง่างามและภายในโปร่งไม่ทึบ รวมทั้งงานก่อเสริมเสามุขหน้า ๒ คู่ สี่ต้นสูงขึ้นอีกต้นละ ๑.๐๐ เมตร (เอกสารหมายเลข ๙) เป็นการบันทึกไว้โดยนายใส น้อยถึง อยู่บ้านเลขที่ ๔๒๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ปราชญ์ผู้รู้ในขณะนั้น
 
                ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๙๘ ศึกษาธิการอำเภอเมืองสุโขทัยได้จดทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดินวัดตระพังทอง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ไว้ในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.๑) เลขที่ ๗๒๘ จำนวนเนื้อที่ ๔๔ ไร่ ดังนี้
               

                 ทิศเหนือ จด  ถนนจรดวิถีถ่อง  ยาว ๕ เส้น ๑๐ วา

                 ทิศใต้   จด   ป่า  ยาว ๕ เส้น ๑๐ วา

                 ทิศตะวันออก จด หมู่บ้านราษฎร   ยาว ๘ เส้น

                 ทิศตะวันตก  จด  ที่ดินโรงเรียนบ้านเมืองเก่า ยาว  ๘ เส้น        

    (เอกสารหมายเลข ๑๐)

                 ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ กรมการศาสนา โดยร้อยเอกอดุลย์ รัตตานนท์ ดำลงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา ได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๗ (เอกสารหมายเลข ๑๑หน้า ๕๑๙ – ๕๒๐) ขณะนั้นวัดตระพังทองมีพระมหาเจริญ ธมฺมโชโต เป็นเจ้าอาวาสได้ให้ประวัติไว้ ซึ่งบางส่วนอาจจะมีการคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงบ้าง เนื่องจากขาดการสืบค้นรวบรวมข้อมูล แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ยังมีเค้าโครงความเป็นจริงอยู่ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน 

 รายนามเจ้าอาวาส  ตั้งแต่รูปแรกถึงปัจจุบัน (เท่าที่ทราบ)  จำนวน ๑๑  รูป

 รูปที่  ๑  พระอาจารย์เนตร                                พ.ศ.  ๒๔๖๐   ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐
 รูปที่ ๒   พระปลัดบุญธรรม                               พ.ศ. ๒๔๗๕   ถึง พ.ศ. ๒๔๘๓
 รูปที่ ๓   พระอาจารย์ทึม                                  พ.ศ. ๒๔๘๕   ถึง พ.ศ. ๒๔๙๑
 รูปที่ ๔   พระครูสุขวโรทัย  (ประดับ อินฺทโชโต)     พ.ศ. ๒๔๙๒    ถึง พ.ศ. ๒๔๙๖
 รูปที่ ๕   พระอาจารย์เตี้ย    ฐานตฺตโม                 พ.ศ. ๒๔๙๙    ถึง -
 รูปที่ ๖    พระอาจารย์เฉลิม                               พ.ศ. ๒๕๐๐    ถึง พ.ศ. ๒๕๐๒
 รูปที่ ๗   พระมหาธวัช                                      พ.ศ. ๒๕๐๔   ถึง พ.ศ. ๒๕๑๒
 รูปที่ ๘   พระอาจารย์จวง  ปญฺญาทีโป                 พ.ศ. ๒๕๑๕   ถึง พ.ศ. ๒๕๒๐
 รูปที่ ๙   พระมหาจำรัส   สิริปุญฺโญ      (ป.ธ. ๔)    พ.ศ. ๒๕๒๑   ถึง พ.ศ. ๒๕๒๔
 รูปที่ ๑๐  พระครูวิมลธรรมโกศล           (ป.ธ. ๓)   พ.ศ. ๒๕๒๕   ถึง พ.ศ. ๒๕๔๗
 รูปที่ ๑๑  พระมหาดำรงค์    สนฺตจิตฺโต  (ป.ธ.๗)     พ.ศ. ๒๕๔๗  ถึง ปัจจุบัน  







มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการะแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข
วัดตระพังทอง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย 64210 , 085-052-3797 traphangthong@hotmail.com